"โรคใบไหม้แผลใหญ่" ในข้าวโพด

       ในช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นลงและมีน้ำค้างแรงในตอนกลางคืน ความชื้นที่สูงขึ้นนั้น เอื้อต่อการระบาดของโรคพืช โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกข้าวโพดแถบภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงสภาพอากาศแบบนี้อยากให้พี่น้องเกษตรกรหมั่นเดินสำรวจแปลงอย่างใกล้ชิด เพราะความประมาทเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงความเสียหายเกือบทั้งหมดของผลผลิตในฤดูกาลนี้


        ศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้เกิดโรคใบไหม้แผลใหญ่ คือเชื้อราที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bipolaris turcica (หรือมีชื่อพ้องคือ Exserohilum turcicum และ Setosphaeria turcica) เชื้อรากลุ่มนี้มีความทนทานสูง มักแฝงตัวอยู่ตามเศษซากพืชและในดิน จากฤดูที่แล้ว เมื่ออากาศเย็นและชื้นเหมาะสม สปอร์ของมันจะเริ่มทำงานและเข้าทำลายข้าวโพดทันที


วิธีสังเกตุลักษณะอาการ
จุดเริ่มต้น พบจุดเล็กๆ สีคล้ายฟางข้าวบนใบ

ระยะขยายตัว แผลจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือน้ำตาลอ่อน และขยายตัวยาวขนานไปตามแนวเส้นใบ (Leaf Veins) เนื่องจากโครงสร้างเส้นใบเป็นท่อทางเดินที่เชื้อราเข้าทำลายได้ง่ายที่สุด

ลักษณะเด่น แผลจะมีรูปร่าง "รูปกระสวย" (หัวท้ายเรียว) ขนาดความยาวตั้งแต่ 2 ไปจนถึง 20 เซนติเมตร

ทิศทางการลุกลาม เชื้อจะเริ่มทำลายจาก "ใบล่าง" ซึ่งเป็นจุดที่สะสมความชื้นได้นานที่สุด ก่อนจะค่อยๆ ลุกลามขึ้นสู่ใบบนจนกระจายทั่วทั้งต้น

ระยะวิกฤต หากระบาดรุนแรง แผลหลายแผลจะขยายมาชนกันจนใบไหม้เกรียม แห้ง และยืนต้นตายในที่สุด



โรคนี้มากับอะไร? 


    เชื้อราสาเหตุสามารถเดินทางไปได้ไกลและรวดเร็วผ่านทางกระแสลมและละอองน้ำ โดยมีสภาพแวดล้อมเป็นตัวหนุนนำ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดต่อการระบาดคือ อุณหภูมิในช่วง 18-27 องศาเซลเซียส พร้อมด้วยความชื้นสูง หากมีการปลูกข้าวโพดต่อเนื่องหลายฤดูกาลในพื้นที่เดิม จะยิ่งทำให้เกิดการสะสมของกลุ่มสปอร์จนโรคทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น


ผลเสียและผลกระทบ

    อย่ามองว่าแค่ใบไหม้ไม่เป็นไรนะครับ เพราะหากใบแห้งตาย กระบวนการสังเคราะห์แสงจะหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อเนื่องคือ
        - ฝักข้าวโพดไม่สมบูรณ์ เมล็ดลีบเล็ก และน้ำหนักหายไปอย่างมาก

        - คุณภาพผลผลิตต่ำลงจนไม่เป็นที่ต้องการของตลาด (ทั้งตลาดบริโภคสดและโรงงานอาหารสัตว์)

        - สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนักต่อเกษตรกรผู้ปลูกทั้งข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์




การใช้สารกำจัด  

    การใช้สารเคมี สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือการใช้สารชนิดเดิมซ้ำๆ เพราะจะทำให้เชื้อราดื้อยา เกษตรกรควรสลับกลุ่มสารเคมี  เช่น

กลุ่ม3 เมทเร่ (ไดฟีโนโคนาโซล+โพรพิโคนาโซล) 

กลุ่ม11 อามีตะ (อะซอกซีสโตรบิน)

กลุ่ม16.1 ฟอร์คาโซน (ไตรไซคลาโซล) 


แหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิง

    - กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (12 พ.ย. 2561): เอกสารเตือนภัยเรื่อง "โรคใบไหม้แผลใหญ่ข้าวโพด" 

    - กระทรวงเกษตรและสหกรณ์: เอกสารแจ้งเตือนเรื่อง "โรคใบไหม้แผลใหญ่ข้าวโพด"

    - ปุ๋ยตรามงกุฎ (9 ม.ค. 2568): โพสต์ให้ความรู้เรื่อง "โรคใบไหม้แผลใหญ่ในข้าวโพด เกิดจากอะไร แล้วแก้ไขอย่างไรดี?"

    - รักบ้านเกิด.com (2 ก.พ. 2559): บทความเตือนภัย "ระวังโรคใบไหม้แผลใหญ่ข้าวโพด ระบาดในสภาพอากาศหนาวเย็น"

    - KUBOTA (Agri) Solutions (29 ก.ย. 2565): บทความวิชาการเรื่อง "โรคที่สำคัญของข้าวโพด" และการป้องกันกำจัด

    - ศูนย์วิทยบริการเพื่อส่งเสริมการเกษตร (มิ.ย. 2568): บทความเรียบเรียงเรื่อง "โรคใบไหม้แผลใหญ่ในข้าวโพด"