"รากเน่าโคนเน่า"

       "ทำไมรดน้ำเท่าไหร่ ต้นไม้ก็ยังเหี่ยวสลด?" นี่คือคำถามยอดฮิตที่แฝงไปด้วยสัญญาณอันตราย เพราะในความเป็นจริง อาการเหี่ยวที่คุณเห็นอาจไม่ใช่ความกระหายน้ำ แต่คือการประทุษร้ายจาก "มัจจุราชเงียบ" หรือโรครากเน่าโคนเน่าที่กำลังกัดกินระบบรากพืชจากใต้ดิน ในฐานะที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมการเกษตร ผมจะขอพาคุณไปเจาะลึก 6 ความจริงที่ต้องรู้ เพื่อรับมือกับโรคนี้ก่อนที่สวนของคุณจะพังพินาศ

ใบเหี่ยว อาจไม่ได้แปลว่า พืชขาดน้ำ

    ปรากฏการณ์ที่ดูย้อนแย้งที่สุดคือ พืชจะแสดงอาการใบเหี่ยวสลด ยอดไม่เดิน และใบอ่อนลู่ลงเหมือนขาดน้ำอย่างหนัก ทั้งที่ดินบริเวณโคนต้นยังเปียกแฉะหรือชื้นจัด หากเกษตรกรตกหลุมพรางนี้แล้วรดน้ำเพิ่มเข้าไป เชื้อราตัวร้ายอย่าง ไฟทอปธอร่า (Phytophthora) รวมถึงเชื้อร่วมขบวนการอย่าง Pythium, Fusarium และ Rhizoctonia จะขยายพันธุ์ได้ดีที่สุดในสภาพที่มีน้ำขังและอากาศร้อนชื้น (25–30°C)


ความน่ากลัวของไฟทอปธอร่า 

     ความน่ากลัวของเชื้อราไฟทอปธอร่าคือความเร็วในการทำลายล้าง หากสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย เช่น มีฝนตกหนักต่อเนื่องหรือน้ำท่วมขังเกิน 24 ชั่วโมง เชื้อร้ายจะลุกลามและปลิดชีพพืชได้ภายในเวลาเพียง 7 วันเท่านั้น  กว่า 70% ของเกษตรกรมักตรวจพบโรคนี้เมื่อเข้าสู่ระยะรุนแรง ซึ่งเป็นช่วงที่ใบร่วงเกือบหมดต้นและมักจะรักษาไม่ทันกาล  หากตรวจพบอาการใบซีดไม่เป็นมันเงา หรือเริ่มเห็นใบอ่อนเหี่ยวเหลือง คุณจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อยับยั้งการระบาด


"ปุ๋ยเคมี" อาหารอันโอชะของเชื้อร้าย

        เมื่อพืชเริ่มโทรม เกษตรกรมักรีบอัดปุ๋ยเคมีหวังจะฟื้นฟูต้น แต่สำหรับโรครากเน่า นี่คือการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง เพราะปุ๋ยเคมีจะเข้าไปซ้ำเติมระบบรากที่อ่อนแอและเปื่อยยุ่ยให้เสียหายหนักกว่าเดิม และยังเป็นตัวกระตุ้นให้เชื้อราเติบโตเร็วขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อพบอาการต้องสงสัย ให้หยุดการให้น้ำและหยุดใส่ปุ๋ยเคมีทันที จนกว่าแผลจะแห้งและเริ่มมีการแตกใบใหม่ที่สมบูรณ์


ค่า pH ของดิน - กุญแจลับที่มักถูกมองข้าม 
        ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของดินคือตัวแปรสำคัญที่ชี้ชะตาพืช ดินที่เป็นกรดจัด (ค่า pH ต่ำกว่า 5) คือสภาวะที่เลวร้ายที่สุด เพราะเป็นระดับที่ทำให้พืชอ่อนแอจนดูดซึมธาตุอาหารไม่ได้ ในขณะที่เป็นช่วงที่เชื้อราขยายพันธุ์ได้ดีที่สุด 
- ควรปรับปรุงดินให้อยู่ในระดับ pH 5.5 - 6.5 ซึ่งเป็นช่วงที่พืชแข็งแรงที่สุด

- หากตรวจพบดินเป็นกรดจัด ให้ใช้ปูนขาวหรือโดโลไมท์ในอัตรา 100 - 200 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อปรับสภาพดินให้ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา



การรักษา

การถากแผล ใช้มีดสะอาดถากเนื้อไม้ส่วนที่เป็นโรคออกจนถึงเนื้อไม้ดี

การทาแผล ทาแผลด้วยสารเคมีเข้มข้นทุก 7 วันจนกว่าแผลจะแห้งสนิท

เมทาแลกซิล (Metalaxyl 25% WP): อัตรา 50 - 60 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร

ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม (Fosetyl-aluminum 80% WP): อัตรา 80 - 100 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร

การฉีดเข้าลำต้น  สำหรับต้นที่มีอาการรุนแรง ให้ใช้สารฟอสโฟนิก แอซิด (Phosphonic acid 40% SL) ผสมน้ำสะอาดอัตรา 1 : 1 โดยฉีดเข้าลำต้นปริมาณ 20 มล. ต่อต้น



แหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิง

    - สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ. (2564). โรครากเน่าโคนเน่า. 

    - ทีมงานเกษตรเลิฟ. (2568). โรครากเน่าโคนเน่า อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกันรักษา ที่เกษตรกรต้องรู้.

    - ศูนย์บริการฯ สุพรรณบุรี. (ม.ป.ป.). โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน.

    - ศูนย์บริการฯ ชลบุรี. (ม.ป.ป.). โรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน.