"ใบไหม้"
ในยุคที่สภาพอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่มีแดดจัดสลับกับความแห้งแล้ง ปัญหาที่สร้างความหนักใจให้แก่เกษตรกรมากที่สุดคืออาการ "ใบไหม้" (Leaf Burn) ซึ่งหลายคนมักเข้าใจผิดว่าเกิดจาก "ความร้อนของแดด" เพียงอย่างเดียว แต่ในมุมมองของพยาธิสภาพพืช อาการใบไหม้คือผลลัพธ์ของกลไกภายในเซลล์ที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการสะสมของเสีย การขาดสมดุลของน้ำ หรือการเข้าทำลายของเชื้อโรค
บทความนี้จะทำหน้าที่เป็นคู่มือวินิจฉัยเชิงลึก เพื่อให้คุณสามารถแยกแยะสาเหตุที่แท้จริงและดำเนินแผนกู้ชีพต้นไม้ได้อย่างถูกต้องตามหลักสรีรวิทยาพืช
อาการใบไหม้ที่เกิดจากแสงแดดแผดเผา
เกิดจากภาวะ Photo-inhibition เมื่อพืชรับแสงมากเกินขีดจำกัด พลังงานส่วนเกินจะกระตุ้นการสร้าง อนุมูลอิสระ (ROS) ซึ่งจะวิ่งไปเผาทำลายโปรตีนและเยื่อหุ้มเซลล์จนเนื้อเยื่อพังทลาย ทำให้เกิดแผลไหม้แห้งสีน้ำตาลหรือขาวซีดเฉพาะบริเวณ กลางใบหรือผิวใบส่วนที่หันหน้ารับแดดโดยตรง
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย อย่างเช่น หากรดน้ำกลางแดดแล้วมีหยดน้ำเกาะค้างบนใบ แสงแดดจะส่องผ่านหยดน้ำจนร้อนและลวกใบจนเสียได้หรือการที่แดดจัดในวันที่มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง ทำให้พืชคายน้ำได้น้อยจนเกิดความร้อนคั่งสะสมในใบ
อาการใบไหม้ที่เกิดจากการน็อคปุ๋ย
เกิดจากการใส่ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยคอกปริมาณมากเกินไปหรือชิดโคนต้นเกินไป ปุ๋ยซึ่งเป็นเกลือจะทำให้สารละลายในดินมีความเข้มข้นสูงมาก จนเกิดสภาวะ ออสโมซิสย้อนกลับ (Reverse Osmosis) ดึงน้ำออกจากเซลล์รากพืชไหลกลับคืนสู่ดิน รากฝอยจะเน่าเปื่อยเป็นสีดำและตายน้ำจึงส่งไปไม่ถึงปลายทาง เกลือพิษจากปุ๋ยจะไปกองกันอยู่ที่ปลายใบและขอบใบจนเซลล์ทนไม่ไหวและแห้งกรอบไปทั่วทั้งต้นอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วันหลังใส่ปุ๋ย
อาการใบไหม้ที่เกิดจากการน็อคยา
เกิดจากการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช หรือสารจับใบในอัตราส่วนที่เข้มข้นเกินกำหนด หรือพ่นในช่วงแดดร้อนจัดทำให้เกิดความเป็นพิษ
สารจับใบ หากใส่มากเกินไปจะไปละลายชั้นไข (Wax) ที่เคลือบปกป้องผิวใบตามธรรมชาติ ทำให้สารเคมีเข้มข้นสัมผัสกับใบโดยตรง ส่งผลให้เซลล์ด้านในตายและเกิดใบไหม้เฉียบพลัน
การใช้ยาผิดวิธี หากใช้ยาที่เป็นสูตรน้ำมัน(EC) โดยปกติไม่จำเป็นต้องใส่สารจับใบเนื่องจากมีสารลดแรงตึงผิวผสมอยู่แล้วในปริมาณที่ค่อนข้างสูง หากผสมสารจับใบ หรือสารประเภทออยล์ต่างๆ จะยิ่งทำให้แว๊กซ์บนใบถูกละลายมากจนสารเคมีสัมผัสกับใบโดยตรงและเกิดอาการไหม้ฉับพลัน
อาการใบไหม้ที่เกิดจากเชื้อรา
เชื้อราสามารถงอกเส้นใยแทงผ่านปากใบหรือเจาะทะลุผิวใบพืชได้ แผลไหม้จากเชื้อราส่วนใหญ่จะมีเอกลักษณ์คือ แผลค่อย ๆ ขยายขนาดใหญ่ขึ้น มีลักษณะเป็นแผลจุดวงแหวนสีน้ำตาลซ้อนกันเป็นชั้น ๆ คล้ายเป้ายิงปืน และมักมีวงแหวนสีเหลืองซีด (Yellow Halo) ล้อมรอบแผลตัวอย่างเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคใบไหม้
เชื้อรา Rhizoctonia solani ก่อโรคใบติด หรือใบไหม้ในทุเรียน
เชื้อรา Phomopsis sp. ก่อโรคใบจุด ขอบใบไหม้ในทุเรียน
เชื้อรา Colletotrichum spp. แอนแทรกโนส ใบไหม้ในทุเรียน
เชื้อรา Pyricularia oryzae ทำให้เกิดโรคใบไหม้ในข้าว
เชื้อรา Phytophthora infestans ทำให้เกิดโรคใบไหม้ในมันฝรั่ง
อาการใบไหม้ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
แบคทีเรียจะไม่สามารถแทงผ่านผิวพืชได้เอง แต่จะเข้าทางบาดแผลหรือช่องเปิดธรรมชาติเมื่อเข้าไปแล้วจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วและสร้างเมือกเหนียวไปอุดตันระบบท่อน้ำ พืชจึงไม่สามารถลำเลียงน้ำได้ ใบจึงแสดงอาการเหี่ยวเฉาแห้งไหม้จากขอบใบไล่เข้าสู่กลางใบคล้ายขาดน้ำ
ตัวอย่างเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคใบไหม้
เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas campestris pv. manihotis ก่อโรคใบไหม้มันสำปะหลัง
เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas oryzae pv. oryzae ก่อโรคขอบใบแห้งในข้าว
เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas citri pv. malvacearum ก่อโรคใบไหม้ในฝ้าย
แหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิง
- บริษัท แอ็กโกร (ประเทศไทย) จำกัด. บทความ "อยากปิดจ๊อบ ! เพลี้ยไฟ ทำอย่างไรดี?"
- บริษัท เคมแฟค จำกัด. บทความ "วิธีไล่เพลี้ยไฟในนาข้าว"
- บริษัท คิว แม็กซ์ อะโกรเทค จำกัด. บทความ "เพลี้ยไฟ (Thrips)"
- ศูนย์วิทยบริการเพื่อส่งเสริมการเกษตร. บทความ "เพลี้ยไฟในทุเรียน"